ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช

การสร้างพระพุทธชินราชตามตำนานมีความขัดแย้งอยู่ 2 ประการคือความหมายหนึ่งสร้างขึ้นในราวปี พ. ศ. 319 (พ.ศ. 1500) แต่ในทางกลับกันมีการกล่าวว่าสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.719 (พ.ศ.1900) ตำนานกล่าวถึงพระพุทธเจ้า ชินราชหล่อใน พ.ศ. 319 (พ.ศ.1500) เป็นตำนานที่กล่าวถึงในพงศาวดารเหนือ ปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เรื่องพระพุทธชินราช พระพุทธชินราชและพระศรีศาสดาและพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เกี่ยวกับพระพุทธชินราช

เมื่อพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเจ้าเมืองเชียงแสนยกทัพไปตีเมืองศรีสัชนาลัยซึ่งปกครองโดยพระเจ้าปสุราช ทหารทั้งสองฝ่ายฆ่ากันตายเป็นจำนวนมากไม่แพ้และชนะกัน พระพุทธบูชาซึ่งเป็นพระอาวุโสมีความเศร้าโศกในการต่อสู้ครั้งนี้ จึงเข้าทำการไกล่เกลี่ยให้กษัตริย์ทั้งสองกลายเป็นไมตรีกันกษัตริย์ทั้งสองตกลงที่จะทำเช่นนั้น ภาสุราชได้ขึ้นราชินีปทุมราชเทวี

พระธิดาเป็นภรรยาของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก พระศรีธรรมไตรปิฎกมีพระราชโอรสกับพระนางเจ้าปทุมราชเทวีชื่อเจ้าไกรสรราชและเจ้าฉัตรสาคร พระเดชพระคุณพระธรรมไตรปิฎกมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการรุกรานของชาติขอม ซึ่งขณะนั้นมีอำนาจอยู่ในละโว้อีกนัยหนึ่งการแผ่ขยายอาณาจักรให้ไฟไหม้ศาล จึงสร้างเมืองพิษณุโลกขึ้นเพื่อให้โอรสครองเมือง

ตามพงศาวดารกล่าวว่าสร้างเมืองพิษณุโลกด้วยกล้องจุลทรรศน์ ค.ศ. 315 (พ.ศ. 1496) เมื่อสร้างเสร็จ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกลงไปแต่งงานกับเจ้าไกรสรราชไปครองเมืองพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมีความเฉลียวฉลาดรอบรู้และรู้พระไตรปิฎกเป็นอย่างดีจึงได้รับบรรดาศักดิ์สมโภชดังนั้นในขณะที่ท่านอยู่ในเมืองพิษณุโลกที่สร้างใหม่ ยังปรารถนาที่จะบำเพ็ญบุญทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและเชิดชูคำศัพท์ของพระองค์ให้ปรากฏในอนาคต จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นเพื่อนร่วมเมืองสร้างพระมหาธาตุเป็นเจดีย์สูงประมาณ 8 วาตรงกลางแล้วสร้างวิหารรอบพระปรางค์ทั้ง 4 ทิศมีระเบียงคด 2 ชั้น

ครั้งนั้นในศรีสัชนาลัยทั้งสวรรคโลกและสุโขทัยเป็นที่รู้จักกันในงานฝีมือต่าง ๆ ทั้งการทำพระพุทธรูปที่ดียิ่งขึ้นจึงมีพระราชสาส์นไปยังกรุงศรีสัชนาลัยเพื่อขอช่างมาช่วยปั้นพระพุทธรูปพระเจ้ากรุง เมืองศรีสัชนาลัยจึงส่งช่างฝีมือพราหมณ์ 5 คนชื่อบาอินบาพระมัญจาบาพิศณุราชสิงห์และบาราชกุศลพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก โปรดให้ช่างสวรรคโลกร่วมกับช่างเชียงแสนและช่างหริภุญไชย ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 3 องค์ที่มีรูปร่างและรูปทรงคล้ายกัน แต่โดยประมาณนั้นมี 3 ขนาดซึ่ง ได้แก่

พระองค์ที่ ๑ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระพุทธชินราช” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ ๕นิ้ว มีเศษสูง ๗ ศอก พระเกศสูง ๑๕ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย

พระองค์ที่ ๒ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระพุทธชินสีห์” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ ๔ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย

พระองค์ที่ ๓ ตั้งพระนามเริ่มไว้ว่า “พระศรีศาสดา” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว เป็นปางมารวิชัย

พระศรีธรรมไตรปิฎกก็เลือกลักษณะและอาการตาม แต่จะให้ช่างทำ สัณฐานของเชียงแสนไม่ได้เลียนแบบพระพุทธรูปในศรีสัชนาลัยสวรรคโลกสุโขทัยที่ทำยางนิ้วสั้นไม่เท่ากันเหมือนมือคน พระบางองค์ผสมเช่นเชียงแสนเช่นศรีสัชนาลัยสวรรคโลกสุโขทัย

ถึงวันพฤหัสบดีขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ท้าวสักกะปีพ. ศ. สร้างรอยประทับปรากฎว่ากษัตริย์องค์ที่สองคือพระพุทธชินสีห์ และองค์ที่สามคือพระศรีศาสดาพระพุทธรูปอุดมสมบูรณ์มีน้ำทองไหลตลอดทางสวยงามเสมอกันเพียง 2 องค์เท่านั้น ทองลั่นไม่ติดไม่เต็มเป็นที่อัศจรรย์ของช่างและผู้มาร่วมงานมากมาย ช่างได้ช่วยกันปั้นหุ่น และเททองหล่ออีก 3 ครั้งก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นพระได้คือทองไม่ติดเต็มองค์

พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกประหลาดใจมาก ท่านก็ตั้งศีลเสี่ยงบุญบารมี นอกจากนี้ขอให้เทพและเทวดาช่วยดลบันดาลให้สร้างพระพุทธรูปตามความปรารถนา และให้ช่างปั้นหุ่นขึ้นใหม่อีกครั้งในตอนหลังปรากฏว่ามีตาขาวไม่มีใครรู้ว่าชื่อนี้มาจากไหนและช่วยปั้นหุ่นและเททอง ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ต้องพูดกับใคร

หลังจากได้รับฤกษ์มงคลในวันพฤหัสบดีแรม 8 ค่ำปีจอนภากาศที่ระลึกพุทธศักราช 319 (พุทธศตวรรษที่ 1,500 หย่อน 7 วัน) จากนั้นได้ดำเนินการเททองหล่อพระพุทธชินราช คราวนี้น้ำทองไหลรินจนเกลี้ยงทั่วองค์พระ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมีความสุขมาก จึงสั่งให้ตาพ่อขาวที่มาช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททอง แต่ไม่พบว่าเมื่อหล่อพระเสร็จแล้วจึงออกไปทางประตูเมืองด้านทิศเหนือเมื่อไปถึงหมู่บ้านก็หายไป และไม่มีใครพบเห็นอีกเลย จึงพากันเข้าใจว่าตาพ่อเป็นเทวดาแปลงกายเป็นรูปหล่อพระพุทธชินราช ซึ่งทำให้เกิดความศรัทธาต่อพระพุทธรูปองค์นี้มากขึ้นหมู่บ้านที่ตาพ่อเขาหายไปเรียกว่า “บ้านตาปะขาวหาย” เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ข้อความถึงเรา